Sunday, May 6, 2007

กรรมวิธีทำไอศกรีม ก่อนมีการคิดค้นเครื่องทำความเย็น


นมและครีมแข็งตัวในอุณหภูมิประมาณ -7 องศาเซลเซียส ชาวอาหรับเป็นผู้ค้นพบว่าการเติมโซเดียมไนเตรต (โพแทสเซียมไนเตรต ส่วนประกอบในดินประสิว) ในน้ำเย็นทำให้เกิดปฏิกิริยาดูดซับความร้อน ซึ่งลดอุณหภูมิจนต่ำลงมากพอจะทำไอศกรีมกรรมวิธีนี้น่าจะเผยแพร่สู่ยุโรปเมื่อครั้งที่ชาวมัวร์ ครอบครองสเปนในปี ค.ศ. 711ถึง ค.ศ. 1492
" ประวัติศาสตร์ไอศกรีมที่เสิร์ฟในอังกฤษครั้งแรกเกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลองเซนต์จอร์จเมื่อปี 1671 สมัยพระเจ้าชาลสที่ 2 มีเฉพาะผู้นั่งร่วมโต๊ะกับกษัตริย์เท่านั้น ที่ได้รับของหวานสุดหรูจานนี้และพวกเขา จะกินเคียงกับสตรอเบอรี " ลิซา กรีน ผู้บริหารสูงสุดของสมาพันธ์ไอศกรีมแห่งอังกฤษ กล่าว

ที่มา: คอลัมน์ สงสัยจริง
นิตยสาร สรรสาระReader 's Digest ฉบับ ธันวาคม 2549

สุภาษิตและวาทะคนดัง


ในโลกนี้ คนทุกชาติทุกภาษาไม่ว่าไทย ฝรั่ง จีน ฯลฯ ต่างมีคำคมเตือนใจไว้เตือนตนและเตือนลูกหลานให้รู้จักแนวทางดำรงชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณค่าแก่สังคม คำชนิดนี้คือ สุภาษิต นั่นเอง


ย้ำ – สุภาษิต เท่านั้นจึงจะดี ทุภาษิตเราไม่เกี่ยวนะครับ ทุ แปลว่า ไม่ดี, เลว, ผิด
เพราะบางทีมีมนุษย์อุตริแปลงคำสอนดีๆให้เป็นคำเพี้ยนๆไปเพื่อความสะใจ เช่น เขาสอนลูกหลานกันมาดีๆว่า “ออมไว้ ไม่ขัดสน” ก็ดันไปตัด “อ.อ่าง” ออกเสียตัวหนึ่ง เป็น “อมไว้ ไม่ขัดสน” ก็จะกลายเป็นแนะให้เป็นคนคดโกงไปเสีย อย่างนี้มิใช่สุภาษิตแน่ๆ
อันสุภาษิตทุกชาติต่างก็กำเนิดขึ้นมากับวัฒนธรรม และ ผูกพันอยู่กับวัฒนธรรมตลอดจนความเป็นอยู่ของตน ดังนั้น เมื่อความเป็นอยู่และวัฒนธรรมแต่ละชาติมีความแตกต่าง สุภาษิตฝรั่งหลายบทจึงอาจจะเข้าใจยากสำหรับชาวสยามเมืองยิ้มอย่างเรา แต่ส่วนที่คล้ายคลึงกันก็มิใช่น้อย


นอกจากสุภาษิตแล้วยังมีคำกล่าวที่คมคายน่าฟังของคนดังทั้งหลายในแต่ละชาติบ้านเมืองกล่าวไว้อย่างน่าฟังมีคติเตือนใจไม่แพ้สุภาษิต วาทะ (Saying) เหล่านั้นเมื่อเรานำมาใช้พูดหรืออ้างถึงก็เรียกว่า Quotations ส่วนผมๆก็ว่า Saying ก็ไม่แตกต่างกับสุภาษิตเท่าใดนักหรอก เมื่อทั้ง Proverbs หรือ Sayings ต่างให้ข้อคิดเตือนใจเกี่ยวกับวิถึชีวิตทั้งสิ้น
คนเรานี่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าคนพูดหรือเจ้าของวาทะยังอยู่ (ยังไม่ตาย) ก็คงเป็นแค่ Saying เป้นแค่ “คำกล่าว” หรือ “วาทะ” น่าฟัง…..นู่น….ผ่านไปสักร้อยปีสองร้อยปีโน่นกระมัง เขาจึงจะยอมรับว่าเป็น Proverb หรือสุภาษิต


ทีนี้ เรามาดูสุภาษิตและวาทะคนดังนานาประเทศกันสักหน่อย น่าฟังและท้าทายให้คิดทั้งนั้น


- Drink nothing without seeing it; Sign nothing without reading it. อย่าดื่มโดยไม่ได้เห็น อย่าเซ็นชื่อโดยไม่ได้อ่าน (ภาษิตสเปน)


- The eyes believe themselves; the ears believe other people. ตาเชื่อตัวเอง หูเชื่อผู้อื่น (ภาษิตเยอรมัน)


- Fast Ripe, Fast Rotten. สุกไว เสียไว (ภาษิตญี่ปุ่น)


- A half-truth is a whole lie. พูดความจริงครึ่งเดียว ก็คือการโกหกทั้งหมด (ภาษิตยิว)


- He who must die, must die in the dark, even though he sells candles. คนที่ตายก็ต้องตายในความมืด แม้เขาจะขายเทียนไขก็ตาม (ภาษิตโคลัมเบีย)


- He who would rule must hear and be deaf, see and be blind. นักปกครองต้องรู้จักฟังและปิดหู รู้จักดูและปิดตา (ภาษิตเยอรมัน)


- He who asks is a fool for five minutes, but he who does not ask remains a
fool forever.
ถามเขาอาจดูว่าโง่เพียง 5 นาที แต่คนที่ไม่ถามสักทีอาจโง่ไปชั่วชีวิต (ภาษิตจีน)


- He who has health has hope; and he who has hope, has everything. คนมีสุขภาพดีย่อมมีความหวัง คนมีความหวังมีทุกสิ่งทุกอย่าง (ภาษิตอาหรับ)


- A weed is a plant we’ve found no use for yet.
วัชพืชคือพืชที่เรายังค้นหาประโยชน์ไม่พบ (ราล์ฟ วัลโด อีเมอร์สัน)


- A penny saved is a penny earned.
เก็บออมไว้หนึ่งเพนนีเท่ากับหาเงินได้หนึ่งเพนนี (สุภาษิตสก็อต)


- A rolling stone gathers no moss.
หินกลิ้งตะไคร่ไม่จับ (จอห์น เฮย์วูด) หมายถึงคนที่เปลี่ยงานบ่อยๆหรือย้ายที่ตั้งถิ่น
ฐานบ่อยๆจะพบความสำเร็จได้ยาก


- Ability may get you to the top but it’s character that will keep you there.
(อับราฮัม ลิงคอล์น)
ความสามารถอาจทำให้ท่านขึ้นสู่ตำแหน่งยิ่งใหญ่แต่สิ่งที่ทำให้ดำรงอยู่ได้คือคุณธรรม


- Actions speak louder than words.
การกระทำดังกว่าคำพูด (อับราฮัม ลิงคอล์น)


- Beware of the young doctor and the old barber.
พึงระวังหมอหนุ่มกับช่างตัดผมแก่ (เบนจามิน แฟรงกลิน)


- By learning you will teach; by teaching you will learn.
จากการเรียนคุณจะสอนได้ และจากการสอนคุณจะก็ได้เรียนเช่นกัน (ภาษิตลาติน)


- Don’t open a shop unless you know how to smile. อย่าเปิดร้านขายของ ถ้าคุณไม่รู้จักยิ้ม (ภาษิตยิว)


- Good men must die, but death cannot kill their names.
คนดีก็ต้องตาย แต่ความตายหาทำลายชื่อเสียงเขาได้ไม่ (ภาษิตสเปน)


- If you are a host to your guest, be a host to his dog also. ถ้าคุณต้อนรับแขก จงต้อนรับหมาของเขาด้วย (ภาษิตรัสเซีย)


- Love makes time pass. Time makes love pass.) ความรักทำให้กาลเวลาผ่านไป เวลาก็ทำให้ความรักผ่านไปเช่นกัน (ภาษิตฝรั่งเศส)


- A little pot boils easily. หม้อใบเล็กเดือดไว (ภาษิตดัทช์)


- Though a tree grow ever so high, the falling leaves return to the ground. ต้นไม้สูงเพียงไหน ใบก็ต้องร่วงสู่ดิน


- Words must be weighed, not counted. คำพูดสำคัญที่น้ำหนัก มิใช่จำนวน (ภาษิตโปแลนด์)


- Wheresoever you go, go with all your heart. ไม่ว่าจะไปแห่งใด เอาหัวใจไปด้วย (ขงจื๊อ – ปราชญ์จีน)


- When you go to buy, use your eyes, not your ears. จงซื้อของด้วยตา อย่าซื้อด้วยหู (ภาษิตเช็คโก)


- When one shuts one eye, one does not hear everything. ถ้าปิดตาก็จะไม่ได้ยินสิ่งใดๆ (ภาษิตสวิส)


- Use soft words and hard arguments. ใช้คำให้นุ่มนวลและโต้แย้งให้หนักหน่วง (ภาษิตอังกฤษ)


- To know and to act are one and the same. รู้และทำได้ ต้องเป็นสิ่งเดียวกัน (ภาษิตซามูไร – นักรบญี่ปุ่น)


- A tree never hits an automobile except in self defense. ต้นไม้ไม่เคยชนรถหรอก นอกจากป้องกันตนเองเท่านั้น (ภาษิตอเมริกัน)


- Well begun is half done. เริ่มต้นด้วยดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง (อริสโตเติ้ล)


- The hand that rocks the cradle, rules the world.
มือที่ไกวเปลคือมือที่ครองโลก (วิลเลี่ยม รอส วอลเลซ)


- Small children give you a headache, big children a heartache.
เด็กเล็กทำให้คุณปวดหัว แต่เด็กโตทำให้คุณปวดใจ (ภาษิตรัสเซีย)


- Better three hours too soon than a minute too late.
มาไวไปสามชั่วโมง ดีกว่ามาช้าหนึ่งนาที (วิลเลียม เชคสเปียร์)


- People learn more on their own rather than being force fed.
คนจะเกิดการเรียนรู้ด้วยตนมากกว่าที่จะถูกยัดเยียดความรู้ให้ (โสเครตีส)


- An army of sheep led by a lion would defeat an army of lions led by a sheep.
กองทัพแกะที่นำโดยสิงโตย่อมชนะกองทัพสิงโตที่นำโดยแกะ (ภาษิตอาหรับ)


- Ask the experienced rather than the learned.
ถามไถ่ผู้มีประสบการณ์ดีกว่าถามผู้รู้ (ภาษิตอาหรับ)


- Be on your guard against a silent dog and still water. ระวังหมาเงียบกับน้ำนิ่ง (ภาษิตลาติน)


- The blind man is laughing at the bald head. คนตาบอดหัวเราะคนหัวล้าน (ภาษิตอิหร่าน)


- Don’t live in a town where there are no doctors.
อย่าอาศัยอยู่ในเมืองที่ไม่มีหมอ (ภาษิตยิว)


- Everyone thinks his own burden heavy.
แต่ละคนคิดว่างานของตนหนักกว่าใคร (ภาษิตฝรั่งเศส)


- The first drink with water, the second without water, the third like water. แก้วแรกดื่มกับน้ำ แก้วสองดื่มโดยไม่ผสมน้ำ แก้วสามดื่มราวกับน้ำ (ภาษิตสเปน)


- The road to a friend’s house is never long.
ถนนไปบ้านเพื่อนไม่เคยไกล (ภาษิตเดนมาร์ก)


- Our greatest weakness lies in giving up.
ความอ่อนแอที่แย่ที่สุดของมนุษย์คือการล้มเลิกเสียกลางคัน (โทมัส เอดิสัน)


- Destroy your enemy by making him your friend.
จงทำลายศัตรูของท่านด้วยการทำให้เขาเป็นมิตร (อับราฮัม ลิงคอล์น)


- When love and skill go together, expect a masterpiece.
เมื่อความรักกับทักษะไปด้วยกัน มั่นใจได้ว่าจะมีผลงานชิ้นเอก (จอห์น รัสกิน)


- To be wronged is nothing unless you continue to remember it.
การโดนดูหมิ่นแท้จริงไม่มีอะไรถ้าไม่เก็บเอาไปใส่สมอง (ขงจื๊อ)


- If you reveal your secrets to the wind you should not blame the wind for revealing them to the trees. ถ้าบอกความลับกับลม ก็ไม่ควรตำหนิลมที่นำความลับไปบอกต้นไม้ (คาห์ลิล ยิบราน)


- When anger rises, think of the consequences. ถ้าความโกรธพลุ่งพล่าน ให้คิดถึงผลที่จะตามมา (ขงจื๊อ)


- A little learning is a dangerous thing.
รู้น้อยเป็นอันตราย (อเล็กซานเดอร์ โป๊ป)


- A good spouse and health is a person’s best wealth.
มีคู่สมรสดีและสุขภาพดี คือ สุดยอดความมั่งมีของคน (เบนจามิน แฟรงกลิน)


- Virtue and happiness are mother and daughter.
ความดีกับความสุขคู่กันเหมือนแม่กับลูกสาว (เบนจามิน แฟรงกลิน)


- Time is an herb that cures all diseases.
กาลเวลาเหมือนยาสมุนไพรที่รักษาได้ทุกโรค (เบนจามิน แฟรงกลิน)


- There is always someone worse off than you.

ยังมีคนที่แย่กว่าคุณอยู่เสมอ (อีสป)


- The customer is always right.
ลูกค้าเป็นฝ่ายถูกเสมอ (แบร์รี่ เพน)


- Loose lips sink ships.
ปากหลวม เรือล่ม (ภาษิตสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2)


- Learning is better than house and land.
การเรียนรู้มีค่ากว่าบ้านและที่ดิน (เดวิด การ์ริค)


- Home is where the heart is.
บ้านคือที่อยู่ของหัวใจ (เจ เจ แมคคล้อสกี้)


- He that would live in peace and at ease, must not speak all he knows, nor
judge all he sees.

คนที่อยากอยู่อย่างสงบและสบาย อย่าพูดทุกอย่างที่รู้หรือวิจารณ์ทุกอย่างที่เห็น
(เบนจามิน แฟรงกลิน)


- Great minds have purposes, others have wishes.
หัวใจที่ยิ่งใหญ่จะมีเป้าหมาย ส่วนหัวใจทั่วไปมักมีแต่ความปรารถนา (วอชิงตัน เออร์วิง)

- Genius is ninety percent perspiration and ten percent inspiration.
อัจฉริยภาพนั้นแท้จริงมาจากแรงบันดาลใจสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
มาจากหยาดเหงื่อ (โธมัส เอดิสัน)


- Friendship increases by visiting friends but visiting seldom.
มิตรภาพเพิ่มพูนด้วยการไปเยือน แต่อย่าเยือนบ่อย (เบนจามิน แฟรงกลิน)


- Forgiveness is the attribute of the strong.
การให้อภัยเป็นคุณสมบัติของผู้เข้มแข็ง (มหาตมะ คานธี)


- Eat to live, not live to eat.
จงกินเพื่ออยู่ แต่อย่าอยู่เพื่อกิน (โสเครตีส)


- Virtue alone is true nobility.
ความดีประการเดียวเท่านั้นคือความสูงศักดิ์ที่แท้จริง (วิลเลียม กิฟฟอร์ด)


- Those who are feared, are hated.
คนที่ใครๆเขาพากันกลัว คือ คนน่ารังเกียจ (เบนจามิน แฟรงกลิน)


ท่านลองสร้างสรรค์วาทะเด็ดๆขึ้นมา…..เผื่อฟลุ้คๆเป็นที่ถูกใจชาวโลก….ท่านก็อาจจะดังระดับโลกอย่างคนดังในอดีตก็ได้…….

Armistice

An armistice is the effective end of a war, when the warring parties agree to stop fighting. It is derived from the Latin arma, meaning weapons and statium, meaning a stopping.

A truce or
ceasefire usually refers to a temporary cessation of hostilities for an agreed limited time or within a limited area. A truce may be needed in order to negotiate an armistice. An armistice is a modus vivendi and is not the same as a peace treaty, which may take months or even years to agree on. The 1953 Korean War armistice [1] is a major example of an armistice which has not yet been followed by a peace treaty.

The
United Nations Security Council often imposes or tries to impose cease-fire resolutions on parties in modern conflicts. Armistices are always negotiated between the parties themselves and are thus generally seen as more binding than non-mandatory UN cease-fire resolutions in modern international law.[citation needed]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14


พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ฝรั่งเศส:Louis XIV de France, อังกฤษ:Louis XIV of France)ประสูติวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1638 ณ ปราสาทซาโตเนิฟ เดอ ซังต์ แจร์มัง ออง เลย์ – 1 กันยายน พ.ศ. 2258) ครองราชย์14 พฤษภาคม พ.ศ. 2186 เป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส และ นาแวร์ เมื่อมีพระชนมายุได้เพียง 5 ชันษา เป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์บูร์บง แห่งราชวงศ์คาร์เปเทียง ทรงครองราชย์นานถึง 72 ปี นับเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดของประเทศฝรั่งเศส และนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์อื่นในทวีปยุโรป


พระราชประวัติ


พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสูติ ณ ปราสาทชาโต-เนิฟ เดอ
ซังต์ แจร์มัง ออง เลย์ นับเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์เพราะประสูติหลังจากที่พระบิดา(พระเจ้าหลุยส์ ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส) และพระมารดา(สมเด็จพระราชินีอานน์ แห่งออสเตรีย)ที่ได้อภิเษกสมรสกันมาเป็นเวลานานถึง 23 ปีโดยไม่มีโอรส-ธิดา จึงได้รับพระนามว่า หลุยส์ ดิเยอดอนเน ซึ่งแปลว่าหลุยส์ที่พระเจ้าทรงประทาน เนื่องจากพระองค์ประสูติตามคำสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าของพระเจ้าหลุยส์ ที่ 13 (ด้วยการทำพิธีถวายแผ่นดินฝรั่งเศสแด่พระแม่มารี เมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2181) ซึ่งหลังจากพระองค์ประสูติแล้ว สองปีต่อมา ก็มีพระอนุชา คือเจ้าชายฟิลิปป์ (ดยุคแห่งอองจู และเป็นดยุคแห่งออร์เลออง) ประสูติตามมา

พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักในนามของ "สุริยกษัตริย์" (le Roi soleil) พระเจ้าหลุยส์ทรงสถาปนา
ระบอบราชาธิปไตยในฝรั่งเศส ตามคำคมว่า รัฐ คือข้า ที่มีคนแอบอ้างว่าเป็นอัญพจน์ของพระองค์ ทำให้ระบอบดังกล่าวถูกมองว่าเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่กษัตริย์มาปกครองประเทศตามบัญชาของสวรรค์ นักประวัติศาสตร์แสดงความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับคำคมดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากทราบกันว่ารัชสมัยของพระองค์นั้นโดดเด่นในเรื่องความก้าวหน้าทางด้านสิทธิของสาธารณชน ทำให้คำคมดังกล่าวที่ถูกอ้างมาผิดๆ้ ว่า่องค์พระประมุขกับรัฐเป็นสิ่งเดียวกันนั้นสวนทางกับข้อเท็จจริง นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีข้อกำหนดต่างๆเพิ่มมากขึ้นเพื่อต่อต้านนิกายโปรเตสแตนท์ และในปี พ.ศ. 2228 พระองค์ได้ทรงรื้อฟื้นพระบัญชาแห่งนองต์ อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาโดยพระเจ้าอ็องรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศส สมเด็จพระอัยกาของพระองค์อีกด้วย

พระองค์ได้ทรงลดทอนอำนาจของชนชั้นสูงที่เชี่ยวชาญในการรบ ด้วยทรงรับสั่งให้พวกเขาเหล่านั้นรับใช้พระองค์เช่นเดียวกับเหล่าสมาชิกในราชสำนัก อันเป็นการถ่ายโอนอำนาจมายังระบบธุรการแบบรวมศูนย์ และทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นชนชั้นสูงที่ใช้สติปัญญา พระองค์ทรงดำริให้สร้าง
พระราชวังแวร์ซาย ขึ้นในอุทยาน โดยมีการจัดสวนให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต พระราชวังแวร์ซายที่มีขนาดใหญ่นี้ตั้งอยู่ห่างออกไปราว 15 กิโลเมตรทางตะวันตกของกรุงปารีส ที่เมืองแวร์ซาย ในเขตปริมณฑลของกรุงปารีส

พระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ
พระนางมารี-เทเรส แห่งออสเตรีย ( พ.ศ. 2181 - พ.ศ. 2226) พระธิดาของพระเจ้าฟิลิปป์ที่ 4 แห่งสเปน กับพระนางเอลิซาเบธ แห่งฝรั่งเศส (พ.ศ. 2145 - พ.ศ. 2187) ทรงมีโอรสธิดารวมห้าพระองค์:

-เจ้าชาย
หลุยส์แห่งฝรั่งเศส(พ.ศ. 2204 - พ.ศ. 2254) ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมาร
-เจ้าหญิงมารี-เทเรส (
พ.ศ. 2210 - พ.ศ. 2215)
-เจ้าหญิงอานน์-เอลิซาเบธ (
พ.ศ. 2205 - พ.ศ. 2205)
-เจ้าชาย
หลุยส์แห่งฝรั่งเศส( พ.ศ. 2210 - พ.ศ. 2226)
-เจ้าหญิงมารี-อานน์ (
พ.ศ. 2207 - พ.ศ. 2207)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีพระสนมมากมาย ในจำนวนนั้น รวมถึง
หลุยส์ เดอ ลา วาลลิแยร์ อองเจลลิก เดอ ฟงตองจ์ มาดาม เดอ มงต์เตสปอง และ มาดาม เดอ มังเตอนง (ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงอภิเษกสมรสด้วยอย่างลับๆ ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของราชินี ในปี พ.ศ. 2227) ในวัยรุ่น พระองค์ได้ทรงรู้จักกับหลานสาวของพระคาร์ดินัลมาซารัง ชื่อมารี มองซีนี ความรักแบบเพื่อนของทั้งสองถูกขัดขวางโดยพระคาร์ดินัล ผู้ประสงค์ให้พระองค์อภิเษกสมรสกับราชนิกูลของประเทศสเปนเพื่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศส และของตัวพระคาร์ดินัลเอง คนมักจะพูดกันว่านางสาวเดอ โบเวส์โชคดีมากที่ไม่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนก็ยังกังขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี พระเจ้าหลุยส์ยังทรงมีสัมพันธ์เป็นเวลายาวนานอีกกับเด็กสาวพนักงานซักรีดของพระราชวังลูฟ ด้วยความเจ้าชู้ของพระองค์ ต่อมาภายหลังได้ทรงรับสั่งให้สร้างบันไดลับไว้มากมายในพระราชวังแวร์ซายเพื่อจะได้สเด็จไปหาพระสนมของพระองค์ได้สะดวก ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้พวกเคร่งศาสนากลุ่มหนึ่งไม่พอใจ โบสซูเอต์ กับ มาดาม เดอ มังเตอนง จึงพยายามชักชวนให้พระองค์หันกลับมาสู่ความทรงคุณธรรมอีกครั้ง ซึ่งทำคนทั่วไปรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของพระราชวังแวร์ซายได้ แต่ก็ทำให้ผู้บันทึกประวัติหลายคนรู้สึกเสียดาย
ปัญหาเรื่องพระพลานามัยที่ทรุดโทรมและปัญหาการหารัชทายาท ทำให้เกิดบรรยากาศเศร้าสลดขึ้นในช่วงปลายรัชสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์ต้องสูญเสียพระโอรส เจ้าชายหลุยส์แห่งฝรั่งเศส (มกุฎราชกุมาร) ไปในปี
พ.ศ. 2254 ในปีถัดมา ดยุคแห่งบูกอญจ์ ผู้เป็นพระราชนัดดา พร้อมด้วยโอรสองค์โตของดยุคพระองค์นี้ก็ได้สิ้นพระชนม์ลงอีกด้วยโรคฝีดาษ องค์มกุฎราชกุมารทรงมีพระโอรสอีกสององค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นได้เป็นกษัตริย์ของสเปนภายใต้พระนามว่าฟิลลิปเปที่ 4 แห่งสเปน เป็นผู้ซึ่งปฏิเสธสิทธิในการขึ้นครองบัลลังก์ฝรั่งเศสที่สืบเนื่องมาจากสงครามชิงบัลลังก์ในสเปนภายใต้สนธิสัญญาอูเทรชต์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2257 ดยุคแห่งแบรี โอรสอีกพระองค์หนึ่งของมกุฎราชกุมารก็สิ้นพระชนม์ลงอีกด้วย ราชนิกูลชายผู้สืบเชื้ออย่างถูกต้องจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในขณะนั้นจึงได้แก่ดยุคแห่งอองจู พระโอรสองค์รองของเจ้าชายแห่งบูกอญจ์ ผู้เป็นเหลนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ประสูิติเมื่อปี พ.ศ. 2253แต่ก็เป็นเด็กชายผู้มีพลานามัยเปราะบาง นอกเหนือจากดยุคแห่งอองจูผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งมกุฎราชกุมารแล้ว ก็มีเจ้าชายผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากพระองค์อยู่อีกไม่มากในสายมารดาอื่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ราชวงศ์ด้วยการมอบสิทธิ์การขึ้นครองบัลลังก์ให้แก่เจ้าชายอีกสองพระองค์ด้วยเช่นกัน ได้แก่เจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ เดอ บูร์บง ดยุคแห่งเมน และเจ้าชายหลุยส์ อเล็กซองเดรอ เคาท์แห่งตูลูส พระโอรสอันชอบธรรมสองพระองค์ที่ประสูติแต่มาดาม เดอ มงต์เตสปอง

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2258 ด้วยโรคติดเชื้อจากแผลกดทับ พระองค์ได้ทรงประกาศก่อนสิ้นพระทัยว่า "ข้าจะไปแล้ว แต่รัฐของข้าจะคงอยู่ตลอดไป" รัชสมัยของพระองค์กินเวลา 72 ปี กับ 100 วัน พระศพถูกฝังไว้ที่บาซิลิก ซังต์ เดอนี ซึ่งหลุมพระศพนี้ถูกบุกรุกทำลายในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสในกาลต่อมา ดยุคแห่งอองจู เหลนของพระองค์ผู้มีพระชนม์เพียงห้าชันษาได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ต่อมา ภายใต้พระนามว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แ่ห่งฝรั่งเศส โดยมีเจ้าชายฟิลิปป์ ดยุคแห่งออร์เลอง พระนัดดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นผู้สำเร็จราชการตลอดช่วงที่กษัตริย์ยังทรงพระเยาว์


การเมืองการปกครอง

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับองค์รัชทายาท
ช่วงรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้นโดดเด่นด้วยการรังสรรค์วัฒนธรรมชั้นสูงของฝรั่งเศส ภาษาฝรั่งเศสได้กลายเป็นภาษาของคนชั้นสูง และภาษาทางการทูตในช่วง
คริสต์ศตวรรษที่ 17 และ คริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศรัสเซีย
ในปี พ.ศ. 2217 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ซื้อหมู่เกาะมาร์ตีนีก มาจากบริษัทเอกชนแ่ห่งหนึ่งที่ยึดเกาะนี้มาได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2178 ในปี พ.ศ. 2232 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงประกาศ"กฎดำ" ที่ให้อนุญาตให้มีทาสได้ในดินแดนอาณานิคม ผู้ที่ชื่นชมพระองค์ได้มองกฎดำนี้ว่าเป็นกฎที่ทำให้มีการค้าทาสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อจะได้จำกัดการกระทำทารุณกรรมต่อทาส และมอบสถานภาพทางสังคมให้แก่ทาส ซึ่งก่อนหน้านี้ เป็นได้เพียงทรัพย์สมบัติโดยตรงของเจ้าของทาส เฉกเช่นสิ่งของเครื่องใช้ และด้วยกฎนี้ พวกทาสสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ในจำนวนจำกัด มีสิทธิ์เกษียณอายุเมื่อถึงวัยชรา มีสิทธิ์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากเจ้าของ และได้รับอาหารที่ดี กฎดำจึงกลายเป็นกรอบของสนธิสัญญาทาสในสมัยนั้น
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงเป็นที่รักและเคารพของประชาชนชาวฝรั่งเศส จากการที่พระองค์ทำให้ประเทศเกรียงไกรและแผ่ขยายอาณาเขตไปเป็นอันมาก อย่างไรก็ดี การตกอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลาทำให้รัฐต้องขาดดุล และต้องเก็บภาษีอากรจากชาวไร่ชาวนาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
อเล็กซิส เดอ ทอกเกอวิลล์ นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสได้แสดงความเห็นว่า การที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เปลี่ยนพวกชนชั้นสูงให้กลายเป็นข้าราชบริพารธรรมดา รวมทั้งยังเข้าพวกกับผู้ดีใหม่ที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ไม่ให้มีอำนาจทางการเมือง มีส่วนผลักดันให้เกิดความไม่มั่นคงในสเถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในเวลาต่อมา และเป็นชนวนก่อให้เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสในที่สุด


ในช่วงต้นของรัชสมัย ประเทศมหาอำนาจในยุโรปอีกประเทศหนึ่งคือ
ประเทศสเปน ในขณะที่สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอังกฤษ ได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์

Lavande



Les lavandes sont des arbrisseaux dicotylédones de la famille des Lamiacées (ou labiées) et du genre Lavandula, à fleurs le plus souvent mauves ou violettes disposées en épis, dont la plupart des espèces, très odorantes, sont largement utilisées dans toutes les branches de la parfumerie. Elles poussent surtout sur les sols calcaires secs et ensoleillés, à l'exception de L. stoechas, qui préfère les sols siliceux.
Toutes les lavandes sont des plantes
mellifères, très recherchées par les abeilles.





Historique





Venue de l'ouest du bassin méditerranéen, la lavande était déjà utilisée par les Romains pour conserver le linge et parfumer les bains. En Provence, la lavande fut utilisée dès le Moyen Âge, pour la composition de parfums et celle des médicaments, mais c'est à partir du XIXe siècle que la culture se développe.L'essor de la production française d'huile essentielle de lavande fine est lié à l'implantation de parfumeries dans la région de Grasse. La mise en culture organisée systématique du lavandin, dans les années 1950, prendra ensuite le relais.Après plusieurs crises qui entraînent la chute de la production et une régression des cultures, les plantations sont relancées par la stabilisation des surfaces à cultiver et le développement des moyens de distillation.







Utilisations de la lavande

Parfumerie

Le mot lavande est un dérivé du verbe laver, peut-être issu de l'italien lavanda (action de laver), mais qui pourrait bien remonter au latin lavandaria (linge à laver), sans doute à l'origine de l'anglais lavender (lavendre vers 1265). Cette étymologie laisse penser que très tôt on a utilisé la lavande pour parfumer le linge fraîchement lavé. Des sachets de fleurs séchées sont traditionnellement placés dans les armoires, pour éloigner les mites et parfumer la garde-robe.

Les fleurs de lavande, séchées, sont très résistantes et conservent leurs arômes très longtemps. Un autre usage très ancien est celui de mettre de la lavande dans l'eau du bain pour son parfum et ses propriétés antiseptiques et calmantes.

L'essence de lavande contient des composants différents selon les espèces, mais on y trouve le plus souvent de l'acétate de linalyle et du linalol, du géraniol, du pinène, du cinéol, de la coumarine et de l'éthylamylcétone (à l'origine de son odeur rafraîchissante). On l'obtient traditionnellement par distillation des sommités florales. Au XIXe siècle et au début du XXe siècle, la Provence était parsemée de petites distilleries familiales, qui ont peu à peu toutes disparu, victimes de crises de mévente et de l'industrialisation de la production.

C'est bien sûr la parfumerie qui fait le plus gros usage de la lavande. On peut tout parfumer avec elle, depuis les savonnettes jusqu'aux détergents et au papier hygiénique. Dans les parfums proprement dits, la lavande est surtout réservée aux hommes, soit en soliflore dans les eaux de toilette, soit en note de cœur dans les eaux de Cologne. Parfumerie


ลีโอนาโด ดาวินซี

กระแสภาพยนตร์ระหัสลับดาวินชี หรือ ดาวินชี โค้ด ( Davinci Code) ในบ้านเรา ร้อนแรงไม่แพ้ต่างประเทศเลยนะคะทำให้ใครหลายคน หันมาสนใจและไถ่ถามถึงเรื่องราวกันมากขึ้น หลังจากมีกระแสการคัดค้านจากคริสต์ศาสนิกชนของประเทศต่างๆ มากมาย

ด้วยกระแสของภาพยนตร์ดังนี้เอง ที่ทำให้ดิฉันนึกถึงศิลปินอัจฉริยะคนนี้ ที่ผลงานจิตรกรรมของเขากลายเป็นตัวไขความลับสำคัญของนิยายเรื่องนี้ รวมทั้งชื่อเสียงของเขายังถูกนำไปพัวพันกับความเชื่อ ความศรัทธาอีกด้วย คนนั้นก็คือ ลีโอนาร์โด ดาวินชี ( Leonardo da Vinci)

เขาเกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1452 ใช้ชีวิตช่วงเริ่มต้นที่ชนบทกับพ่อและแม่ในหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ในเมือง วินชี (Vinci) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประเทศอิตาลี มีคำเล่าลือว่าสมัยที่ยังหนุ่มเขาเป็นคนหน้าตาดีมาก มีความสง่างามในทุกท่วงท่าของการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังเป็นบุคคลอัจฉริยะ เพียงไม่กีคนที่มีอยู่บนโลกใบนี้ เขาศึกษาศาสตร์หลากหลายแขนงนะคะไม่ว่าจะเป็น กายวิภาค สถาปัตยกรรม พฤกษศาสตร์ ภูมิวิทยา คณิตศาสตร์ ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม

ครั้งหนึ่งเมื่อเขาเริ่มต้นการเป็นจิตรกร เขาถูกส่งไปฝึกงานอยู่กับ Verrocchio มีคำร่ำลือว่าเขาวาดได้ดีกว่าครูของตัวเอง จนทำให้ Verrocchio ตัดสินใจเลิกวาดภาพในเวลาต่อมา หลังจากนั้นเขาก็เริ่มแสวงหาความรู้แขนงต่างๆ อีกมากมาย ตลอดระยะเวลา 67 ปีของชีวิตของเขาซึ่งอยู่ในช่วงเรเนซองค์ของยุโรป (Renaissance)

มีบางคนบอกว่าเขาเป็นผู้ถนัดซ้าย ขณะที่โลกสมัยเขานั้นมองว่าการถนัดซ้ายเหมือนมีปีศาจสิงอยู่ เขารับประทานมังสวิรัติ ท่ามกลางโลกของคนกินเนื้อ เขาเป็นผู้ยึดมั่นในสันติ ท่ามกลางโลกซึ่งใช้อำนาจเป็นเครื่องมือในการปกครอง และเขาเป็นเกย์ ท่ามกลางโลกที่คิดว่า รักต่างเพศเท่านั้นจึงจะถูกต้อง....

ในภาพยนตร์ ดาวินชี โค้ด เปิดเรื่องด้วยการตายของภัณฑรักษ์ชรา ผู้ซึ่งกำความลับบางอย่างเอาไว้ และต้องการจะบอกเรื่องนี้กับหลานสาวของตัวที่เขาได้พร่ำสอนเรื่องการถอดระหัส จนกระทั่งหลานสาวได้ทำงานพิเศษทางด้านนี้

ก่อนสิ้นลมหายใจ เขาวางท่าการตายของตัวเองไว้เป็นรูปเดอะวิทรูเวียนแมน (The Vitruvian Man) ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพวาดอันโด่งดังของลีโอนาโด ดาวินชี

ภาพเดอะวิทรูเวียนแมน ภาพนี้ถูกวาดขึ้นเมื่อประมาณช่วงปี ค.ศ.1490 เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของลีโอนาโด และได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพร่างที่ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์มากที่สุด นอกจากนี้ในผลงานจริง จะเห็นว่าด้านบนและล่างของมนุษย์ในวงกลมและสี่เหลี่ยม ยังเต็มไปด้วยอักษรหลายบรรทัด ซึ่งลีโอนาโดได้บันทึกไว้ด้วยตัวอักษรกลับด้าน มีผู้ถอดความได้ว่า “ภาพนี้วาดขึ้นเพื่อเป็นการศึกษาสรีระของร่างกายมนุษย์เพศชาย ตามที่ถูกบันทึกไว้โดย วิทรูเวียน นักปราชญ์ชาวโรมันในยุคก่อนคริสตกาล”

ส่วนอีกภาพหนึ่งที่ลือชื่อของลีโอนาโด คือ ภาพโมนาลิซา ที่แต่เดิมมีชื่อว่า ลาจิโอกองด์ (La Giaconda) ภาพนี้กลายเป็นภาพปริศนาของรอยยิ้มและสายตาที่ จ้องมองตอบคุณได้ทุกมุมมอง ไม่ว่าคุณจะเดินไปทางไหน หากคุณมองไปยังภาพโมนาลิซา คุณก็จะเห็นว่าเธอจ้องมองตอบคุณตลอดเวลา

ภาพโมนา ลิซาของจริงนั้นมีขนาดเพียง 31 x 21 นิ้ว และเป็นการเขียนสไตล์ สฟูมาโต ซึ่งถือเป็นความเชี่ยวชาญพิเศษของลีโอนาโด เลยก็ว่าได้ การวาดภาพที่ดูเหมือนมีหมอกบางๆ อาบภาพนั้นอยู่ รวมทั้งรูปร่างสิ่งของต่างๆ ก็ถูกกลืนเข้าหากัน

เทคนิคแบบสฟูมาโต (Sfumato) นี้เป็นวิธีการทำงานแขนงหนึ่งของศิลปินอิตาลีในยุคเรเนซองส์ ในประมาณช่วงศตวรรษที่ 16 – 17 โดยศิลปินจะนำเอาแนวคิดเรื่องม่านควัน มาใช้ในงานศิลปะ ด้วยการผสมผสาน สี แสง เงาให้นุ่มนวล

แต่สำหรับลีโอนาโด ดาวินชี การทำเทคนิคสฟูมาโตนั้น เขาก็มีคำอธิบายเฉพาะของตัวเอง โดยเขาจะแปรการเฝ้าสังเกตุในธรรมชาติ อากาศในธรรมชาติและบางอย่างที่คล้ายม่านควัน เมื่อเขานำสิ่งเหล่านี้ใส่ลงในผลงานภาพวาดของตัวเอง สีของวัตถุต่างๆ ก็จะหม่นลงมัวลง ลีโอนาโดใช้เทคนิคสฟูมาโต มาสร้างอารมณ์ให้กับภาพเขียนของเขา และผลที่ได้ก็คือ ความรู้สึกที่เป็นปริศนา ซ่อนเร้น ลึกลับและเต็มไปด้วยความเศร้าอย่างที่เราเห็นอยู่ในผลงานบางชิ้นของ
เขา

สำหรับภาพโมนาลิซา นั้นลีโอนาโดเริ่มวาดเมื่อปี 1503 ขณะที่นางแบบของเขามีอายุได้ 24 ปีและเขาวาดภาพนั้นเสร็จในปี 1507 โดยการว่าจ้างของขุนนางแห่งฟลอเรนส์คนหนึ่งที่ต้องการให้ลีโอนาโดวาดภาพภรรยาคนที่สามของตัว แต่หลังจากที่เขาวาดภาพนั้นเสร็จเขากลับไม่ขายภาพนั้นให้กับขุนนางผู้ว่าจ้าง แต่กลับเก็บภาพนั้นไว้กับตัวเอง มีบางข้อสันนิษฐานกล่าวว่า ภาพโมนาลิซานั้นคือตัวของลีโอนาโดเอง โดยเขาเชื่อกันว่าลีโอนาโดใช้ตัวเองเป็นแบบแต่วาดออกมาเป็นภาพผู้หญิง

ภาพโมนาลิซา ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ในห้องกระจกนิรภัยภายในพิพิธภัณท์ลูฟว์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และนับเป็นสมบัติทางศิลปะที่ประเมินค่าไม่ได้ชิ้นหนึ่งของโลก ภาพนี้เคยจะถูกคนเพี้ยนเอาน้ำกรดไปสาด แต่โชคดีที่เขาคนนั้นถูกจับได้เสียก่อน แต่...ภาพนี้ก็เคยผจญภัยด้วยการถูกขโมยไปถึง 2 ครั้ง โดยล่าสุดหายไปจากโถงจัตุรัสของพิพิธภัณท์ลูฟว์ เมื่อปี 1911

และเมื่อพูดถึงอะไรต่างๆ มากมาย หากละเลยที่จะพูดถึงภาพเจ้าปัญหาและกลายเป็นตัวคลื่คลายปมปัญหาต่างๆของเรื่องดาวินชี่ โค้ด ก็คงจะยังไงอยู่ ภาพนั้นคือ ภาพ เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์ ค่ะ The Last Supper ภาพนี้เคยมีจิตรกรคนอื่นๆ เขียนไว้แล้วมากมาย แต่ไม่เคยมีใครเขียนได้สมจริงเท่าลีโอนาโด เพราะเขาพยายามใส่ทุกอย่างให้สมจริงและแฝงการสื่อความหมายลงในภาพอย่างแยบยล เขาทุ่มเทเวลาการเขียนภาพนี้อยู่ถึง 3 ปีเต็มและที่สุดก็คุ้มค่าเหนื่อยเมื่อผลงานชิ้นนี้ก็เป็นที่ยกย่องว่าเป็นงานชิ้นเอกของโลกศิลปะอีกเช่นกัน

ตลอดช่วงชีวิตของอัจฉริยะนามว่าลีโอนาโด ดาวินชีนี้ เขาทำอะไรต่างๆ ไว้มากมาย นอกเหนือไปจากงานจิตรกรรม เขาเคยคิดจะทดลองบิน และอะไรอีกหลายต่อหลายอย่าง และนี่กระมังที่ทำให้ชื่อของเขา เป็นที่รู้จักของผู้คน ไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัยแล้วก็ตาม.....

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

คริสตอเฟอร์ โคลัมบัส (อังกฤษ: Christopher Columbus ; อิตาลี: Cristoforo Colombo; สเปน: Cristóbal Colón; โปรตุเกส: Cristóvão Colombo) เกิด ค.ศ. 1451 เสียชีวิตวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1506 เชื่อว่าน่าจะเป็นชาวเจนัว อิตาลี แต่ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจเกิดที่อื่น ตั้งแต่ จักรวรรดิอาราโกนีส (Aragó) ไปจนถึง อาณาจักรกาลีเซีย (Galicia) โคลัมบัสนั้นเป็นนักสำรวจและพ่อค้า เขาไปติดต่อกษัตริย์อิตาลีเพื่อจะออกเรือไปหาขุมทรัพย์ แต่ไม่สำเร็จ จึงไปขอพบพระเจ้าเฟอร์ดินันด์และพระนางอิซาเบลลาแห่งสเปน เพื่อขอทุนทรัพย์ในการแต่งกองเรือออกไปล่ามหาสมบัติยังดินแดนไกลโพ้น ในปี 1492 เขาได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปถึงทวีปอเมริกา ในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1492 ภายใต้ธงชาติของสเปน หรือ เป็นตัวแทนของประเทศสเปนนั่นเอง.

โคลัมบัสมีความเชื่อว่าโลกนั้นมีรูปร่างเป็นทรงกลม และเราสามารถไปถึงตะวันออกไกล (Far East) โดยการเดินเรือไปทางทิศตะวันตก ซึ่งความเชื่อนี้เป็นที่ขัดแย้งกับแนวความเชื่อในยุคนั้นว่าโลกนั้นมีรูปทรงแบน. แต่ปัญหาสำคัญที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ก็คือ ความเป็นไปได้ของการเดินทางรอบโลก เนื่องมาจากอุปสรรคเรื่องของอาหาร และข้อจำกัดทางเทคโนโลยีการเดินเรือในสมัยนั้น เช่น การเดินเรือไปติดในบริเวณที่ไม่มีลมพัด. ถึงแม้ว่าโคลัมบัสนั้นไม่ได้เป็นบุคคลแรกที่เดินทางมาถึงอเมริกา แต่ก็เป็นจุดเริ่มของการติดต่ออย่างถาวรระหว่างโลกใหม่ (ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก) และ โลกเก่า (ฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติก)

ในสหรัฐอเมริกานั้น มีวันหยุดราชการ 1 วันเพื่อรำลึกถึงโคลัมบัส